วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รูปแบบการซื้อขายบ้านมือสอง



หลาย คนอาจกำลังเจอปัญหาต้องการขายบ้านเก่าไปซื้อหลังใหม่ เพราะบ้านเก่าเล็กไปแล้วสำหรับครอบครัวในปัจจุบัน หรือบางคนต้องย้ายที่ทำงาน คิดจะขายบ้านเก่าเร็วๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง การขายได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญดังนี้



1. ราคาขาย (ถูกหรือแพง) “ราคาถูกขายได้เร็ว ราคาแพงขายได้ช้า”การตั้งราคาควรให้สมเหตุสมผลโดย ราคาขาย = ราคาที่ดิน+ราคาตัวบ้าน + ภาษีต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์(ตรวจสอบได้ที่กรมที่ดิน) ซึ่งราคาที่ดินสามารถอ้างอิงจากราคาประเมินของกรมที่ดิน ตั้งราคาอย่างน้อยไม่น้อยกว่าราคาประเมินของกรมที่ดิน ราคาตัวบ้านให้คิดว่าถ้าจะสร้างใหม่ในลักษณะบ้านปัจจุบันจะต้องใช้เงินเท่า ไหร่หักลบราคาซ่อมแซมบ้านปัจจุบันใหม่เหมือนใหม่ บางทีอาจใช้วิธีปรึกษาบริษัทนายหน้าซื้อ-ขายบ้านมือ 2 ในการตั้งราคาขาย(ควรเปรียบเทียบราคาแนะนำขายจากนายหน้าอย่างน้อย 2 ราย ยิ่งมากยิ่งดี)

2. การโฆษณาและประชาสัมพันธ์การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เป็น ปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดโอกาสขายได้เร็วและโอกาสขายได้ราคาดี หากทำได้ดีมีคนสนใจมาก คำพูดในการโฆษณาควรที่จะดึงดูดจูงใจ เราควรวิเคราะห์บ้านที่จะขายถึงข้อดีแล้วนำมาใช้โฆษณา เราอาจประชาสัมพันธ์โดยวิธีการ

  1. ลงประกาศหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารเกี่ยวกับบ้าน (มีทั้งฟรีและเสียเงิน)
  2. ลงประกาศในอินเตอร์เน็ตในเว็ปไซด์ดังๆ ต่าง (มีที่ให้ประกาศฟรีเยอะแยะ)
  3. ติดป้ายประกาศขายหน้าบ้าน
  4. ติดป้ายตามที่สาธารณะต่างๆ (ติดได้ไม่นานเพราะจะถูกแกะทิ้งโดยเทศกิจ)
  5. ทำป้ายประกาศขายติดรถยนต์
  6. โทรไปคุยกับวิทยุบางคลื่นเพื่อฝากประกาศขาย อย่างเช่น รายการตลาดนัดธุรกิจ
  7. 2.7 บอกขายผ่านเพื่อนฝูง,เพื่อนบ้าน และญาติพี่น้อง

3. ผู้ขาย ผู้ขายต้องมีทัศนคติที่ดีกับการขาย อย่าใช้อารมณ์และหงุดหงิดง่าย เมื่อต้องคุยกับคนแปลกหน้า เป็นธรรมดาที่คนซื้อต้องต่อราคา บางคนจู้จี้ ถามละเอียดยิบ ให้รู้ว่าคนถามมากๆ แสดงว่าสนใจมาก และแปลว่าโอกาสขายได้กับคนอย่างนี้ก็มากด้วย เพราะเป็นคนซื้อเพื่ออยู่เอง ควรมีความยืดหยุ่นบ้างจะทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอมชอมและมีโอกาสสำเร็จมาก ขึ้นนอกจากนี้ควรที่จะหาเหตุผลที่ดีๆ ในการตอบลูกค้าว่าทำไมเราจึงต้องขายบ้านหลังนี้ไว้แต่เนินๆ เพราะรับรองว่าผู้จะซื้อทุกคนต้องถามแน่ๆ มันเป็นเป็นสัจธรรมที่ คนทุกคนไม่อยากได้ของที่ไม่ดี หากเราตอบไปในแนวทางที่ให้ผลลบ เพราะบ้านไม่ค่อยดี เราจะขายไม่สำเร็จหากบางคนไม่ชอบการเจรจาขายเองก็ สามารถใช้บริการของนายหน้าขายบ้านมือ2 ซึ่งเขาจะเก็บค่านายหน้าเมื่อขายได้ โดยจะเรียกเก็บประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายหรือแล้วแต่ตกลง โดยนายหน้าจะทำการโฆษณาให้เราเอง การจะตกลงให้ใครเป็นนายหน้าขาย อย่าลืมกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดด้วยว่า จะให้เขาขายให้ภายในวันที่เท่าไหร่ หากพ้นกำหนดดังกล่างให้ถือว่าสัญญาแต่งตั้งนายหน้าเป็นอันสิ้นสุดจะได้ไม่ เสียเปรียบ เพราะถ้าเราให้เขาขาย นายหน้าเหล่านี้จะจับเรามัดทำสัญญาแต่งตั้งเขาเป็นนายหน้าขายแต่เพียงผู้ เดียว ถ้ามีการซื้อ-ขายในช่วงเวลาที่เรามิได้เลิกให้เราเป็นนายหน้า แล้วเราไปขายเองหรือให้คนอื่นที่มิใช่เขาขายให้ เราจะต้องเสียค่านายหน้าให้เขาด้วย

4. เงื่อนไขการขาย เงื่อนไขการขายนั้นประกอบด้วยข้อ จำกัดต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ เช่นค่าภาษีต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมการโอน, ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีธุรกิจเฉพาะ ใครเป็นผู้ออก การทำสัญญาจะซื้อจะขายให้วางเงินมัดจำเท่าไร, ระยะเวลาจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายถึงวันโอนกรรมสิทธิ์กี่วัน สัญญาจะซื้อจะขายนั้นมีแบบมาตราฐานขายทั่วไปซึ่งควรใช้แบบสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินแล้วบรรยายเพิ่มเติมในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง

5. บ้านที่จะขาย (สินค้า) บ้านที่จะขายควรดูแลหรือปรับปรุง ให้อยู่ในสภาพที่ไม่ทรุดโทรม บ้านที่ดูดี สะอาด เป็นระเบียบนั้นย่อมจูงใจให้ผู้ซื้อตัดสินใจง่ายและย่อมจ่ายในราคาที่ดีกว่า หากเราปล่อยปะละเลยบ้านให้ทรุดโทรม สกปรก ไม่น่าอยู่ พอประชาสัมพันธ์ออกไป คนก็จะมองข้อบกพร่องเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้ติเพื่อต่อราคาลงมากๆ เป็นผลให้ขายยากและขายได้ราคาต่ำ ฉะนั้นเราควรที่จะดูแลบ้านให้อยู่ในลักษณะที่ดีก่อนจะประชาสัมพันธ์ขาย

เมื่อได้จัดการสิ่งต่างๆ บนปัจจัยสำคัญ 5 ข้อข้างต้นอย่างรอบคอบ พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของราคาขาย, ความเร่งด่วนในการขาย(กรอบเวลา) วิเคราะห์สิ่งต่างๆ บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่หลอกตัวเอง ตั้งใจ จริงจังและใส่ใจการประชาสัมพันธ์ โดยการเน้นที่จุดเด่นของบ้านในการจูงใจผู้ซื้อ หากดำเนินการอย่างเป็นระบบดังนี้เชื่อว่าปัญหาการขายบ้านหลังเก่านั้นจะไม่ ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป

แก้ปัญหาถูกปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ

เวลา ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินนะครับ เผลอไม่ทันไรสิ้นปี 2551 แล้ว ปีนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังคงโดนแรงกระทบจากเศรษฐกิจภาครวมทั้งของประเทศไทยเอง และเศรษฐกิจมหภาคระดับโลก ที่เริ่มดิ่งต่ำลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่ช่วงสิ้นปีอย่างนี้ เป็นเวลาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์
สำหรับ ผู้ที่มองหาอสังหาริมทรัพย์อยู่ละก็ ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมเพราะโปรโมชั่น ต่าง ๆ ก็จะมาอัดกันในช่วงปลายปี ลูกค้ามีเงินเพราะได้รับโบนัสประจำปี สำหรับปีหน้าผมมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะยังคงซบเซาทีเดียว เนื่องด้วยการส่งผลกระทบมาจากเศรษฐกิจโดยรวมของโลก ด้วยภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อของทางสถาบันการเงินจึงยาก ขึ้นตามลำดับ และนั่นคือปัญหาหลักของผู้ที่ต้องการจะซื้ออสังหารริมทรัพย์เลยทีเดียว ปัญหา การขอสิ้นเชื่ออย่างไรให้ผ่านการอนุมัติจากสถาบันการเงิน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทางเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ต้องให้คำแนะนำอย่างถูกต้องกับผู้ซื้อทรัพย์ เพราะลูกค้าหลายคนยังมีความเข้าใจในการขอสินเชื่อไม่ถูกต้อง กรณี ที่เจอบ่อย ๆ คือ การถูกปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากลูกค้ามีภาระการผ่อนชำระสินค้าหรือบริการด้านอื่นอยู่ทำให้กำลัง การผ่อนชำระเงินกู้สินเชื่อเคหะน้อยลง เช่น การผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนบัตรเงินสดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพราะหลักในการคำนวณกำลังในการผ่อนชำระของลูกค้าแต่ละรายทางสถาบันการเงินจะ นำยอดรายได้สุทธิ นำไปคำนวนความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือน ซึ่งประมาณ 35-50% ของรายได้สุทธิ เมื่อได้ความสามารถในการผ่อนแล้วจึงหักภาระที่ต้องผ่อนอื่นๆ หากคงเหลือเท่าใดจึงนำมาคำนวนว่าจะสามารถกู้เพิ่มได้เท่าไหร่
ลูกค้า หลายรายที่มีภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเป็นจำนวนมาก ทำให้ถูกปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ หรือ ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อไม่พอกับที่ต้องการทำให้ไม่มีกำลังพอจะซื้อ อสังหาริมทรัพย์ นั้น ๆ ได้ ทางสถาบันการเงินมองว่าสินเชื่อเคหะเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงน้อย ดอกเบี้ยถูก แต่วงเงินจำนวนมากจึงใช้เวลาและกฎเกณฑ์ในการพิจารณามาก ผมจึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์วางแผนในการซื้อล่วงหน้า ทั้ง นี้ ถ้าลูกค้ามีการผ่อนชำระบัตรเครดิตหรือบัตรเงินสด ต้องปิดชำระยอดหนี้บัตรทั้งหมดก่อน สำหรับการผ่อนชำระรถนั้น ควรคำนวณการซื้อให้ดี ถ้าจะซื้อบ้านก็ควรระงับการซื้อรถไว้ก่อน เนื่องจากซื้อบ้านแล้วสามารถซื้อรถได้อีก เนื่องจากไฟแนนซ์รถจะไม่นำค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนในการอนุมัติเงิน เพียงแต่คำนวณว่ามีเงินเดือนเป็นสองเท่าของเงินค่าผ่อนรถเท่านั้น ซึ่งมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เกิดปัญหานี้ เนื่องจากไม่มีกรวางแผนการซื้อทรัพย์แต่ละชนิดไว้ล่วงหน้า ยก ตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ก็คือ ถ้าคุณมียอดรายได้สุทธิประมาณ 30,000 บาท แบงก์จะนำรายได้ทั้งหมดลบด้วยค่าใช้จ่ายประจำเดือน ภาระการผ่อนชำระ และนำยอดคงเหลือสุทธิคูณด้วยอัตราที่แบงก์นั้นอนุมัติ จะเท่ากับ 30,000 ลบค่าใช้จ่ายประจำเดือน ประมาณ 10,000 บาท จะขอสินเชื่อเคหะได้ประมาณ 1,600,000 บาท การผ่อนชำระประมาณเดือนละ 12,000 บาท ระยะเวลา 30 ปี แต่ถ้ามีภาระผ่อนรถหรือสินค้าเดือนละ 7,000 บาท เหลือเงินเพื่อผ่อนบ้านได้ 5,000 บาท จะขอสินเชื่อได้ประมาณ 800,000 บาทเท่านั้น ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงินนั้น ๆ นอกจากนี้บางแบงก์จะนำเงินออมของลูกค้ามาคำนวณด้วย เนื่องจากบางกรณีการปล่อยสินเชื่อไม่ครอบคลุมราคาทรัพย์ทั้งหมด ลูกค้าจะต้องมีส่วนต่างแสดงให้แบงค์ดูว่าสามารถมีกำลังในการซื้อทรัพย์นั้น ๆ ได้ แบงก์จึงจะพิจารณาอนุมัติ ฉะนั้น การวางแผนการซื้อมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการขอสินเชื่อบ้านเคหะ
นั่น ก็คงเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมนำมาแนะนำให้ผู้ที่กำลังมีการวางแผนซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น คำนวณกันอย่างรอบคอบเพื่อให้การซื้อทรัพย์ของคุณนั้นประสบความสำเร็จ ผมขออวยพรให้ทุกท่านครับ

สมาคมนายหน้าฯ ผนึกกำลังมูลนิธิประเมินฯและสมาคมบริหารทรัพย์สินฯ กระตุ้นรัฐบาลคลอดกฎหมาย



สมาคม นายหน้าฯ เผยธุรกิจบ้านมือสองแข่งขันสูงในตลาดมีนายหน้าชาวไทยและต่างชาติ ทั้งนิติบุคคลกว่า 500-600 บริษัท และนายหน้าอิสระอีกหลายแสนราย ชี้นายหน้าจำนวนไม่น้อยมุ่งแสวงหากำไรไร้จรรยาบรรณ ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายบ้านมือสองถูกโกงและเอารัดเอาเปรียบ สร้างปัญหาให้กับวงการและสมาคมไร้อำนาจควบคุม เร่งรัฐออกกฎหมายตั้งศูนย์ข้อมูลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควบคุมจรรยาบรรณ


นาย แพทย์สมศักดิ์ มุนีพีระกุล นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคทั้งผู้ซื้อและผู้ขายบ้านมือสอง มีปัญหาจากการใช้บริการผ่านนายหน้า ทั้งถูกฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายหน้า แม้ว่าผู้ที่มีปัญหาได้ร้องเรียนผ่านมายังสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อต้องการให้สมาคมฯ ไกล่เกลี่ยและช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทหรือนายหน้าอิสระเหล่านั้น ไม่ได้เป็นสมาชิกชองสมาคมฯ ทางสมาคมฯ ไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการ ที่สำคัญประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายออกมาควบคุมการทำงานของนายหน้า ตอนนี้ช่วยเหลือได้เพียงการแนะนำให้ใช้บริการนายหน้าที่เป็นสมาชิกของสมาคม นายหน้าเท่านั้น
“ปัจจุบันธุรกิจบ้านมือสองมีการแข่งขัน สูงมาก ในตลาดนั้นมีทั้งนายหน้าชาวไทยและต่างชาติ ทั้งที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลกว่า 50-600 บริษัท และนายหน้าอิสระจำนวนหลายแสนราย โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย หัวหินและเชียงใหม่ ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บ้านมือสองมีการแข่งขันสูง ในขณะเดียวกันมีนายหน้าต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถควบคุมเรื่องจรรยาบรรณได้ทั้งหมด จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์กล่าว และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ต้องการให้ประชาชนใช้บริการนายหน้าที่เป็นสมาคมของสมาคมฯ เท่านั้น เนื่องจากได้ผ่านการพิจารณากฎเกณฑ์และคุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์ และผ่านการสอบรับใบอนุญาตจากสมาคมฯ มั่นใจว่านายหน้าที่เป็นสมาชิกมีความสามารถในการทำงานภายใต้จรรยาบรรณของ วิชาชีพ และเมื่อเกิดปัญหากับผู้บริโภคสมาคมฯ สามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือได้
หากประชาชนมีปัญหา ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ผ่านนายหน้าที่เป็นสมาชิก ทันทีที่ได้รับการร้องเรียนสมาคมฯ จะมีอนุกรรมการจรรยาบรรณเข้าไปพิจารณาและตรวจสอบทันที ทั้งนี้ สมาคมฯ มีมาตรการในการพิจารณาตามขั้นตอน เริ่มจากการไกล่เกลี่ย ตักเตือน ลงโทษ และขั้นสูงสุดคือถูกขับออกจากสมาชิกสมาคมฯ โดยให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประชาชน
ต่อข้อถามถึง เรื่องการป้องกันปัญหาและช่วยเหลือผู้บริโภค นพ.สมศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ด้วยการเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ รวบรวมข้อมูลของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้ประชาชนได้ใช้บริการในรูปแบบเดียวกับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย ที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งการขึ้นทะเบียนจะไม่บังคับบริษัทที่ประกอบธุรกิจนายหน้า แต่ผู้บริโภคสามารถค้นข้อมูลและเลือกใช้บริษัทนายหน้าที่อยู่ในศูนย์ข้อมูล นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นใจ

น. พ.สมศักดิ์ มุนีพีระกุล นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงความเป็นมาของ พ.ร.บ. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ว่า ได้เริ่มดำเนินการผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยนายกผู้ก่อตั้งนายไพศาล บัณฑิตยานนท์ ร่วมกับศาสตราจารย์ศิริ เกวลินศิริ อดีตอธิบดีกรมที่ดินสมัยนั้น และนายกสมาคมนายหน้าฯ ทุกสมัยได้ร่วมผลักดันกฎหมายดังกล่าวมาหลายรัฐบาล จนกระทั่งปี 2548 ได้รับการผลักดันจาก ฯพณฯ สมคิด จตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรี ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 เรื่องมาตรการส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง คือมาตรการกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในมาตรการระยะยาว การยกร่างพ.ร.บ.นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 511/2548 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนและนายหน้า อสังหาริมทรัพย์ สั่ง ณ.วันที่ 14 ตุลาคม 2548 ภายใต้กำกับดูแลสำนักกฎหมาย กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ 4 ครั้ง คือวันที่ 18 มกราคม 2549 , วันที่ 17 พฤษภาคม 2549,วันที่ 11 สิงหาคม 2549 และครั้งสุดท้าย วันที่ 19 กันยายน 2549 และได้หยุดไป
นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผลักดัน พ.ร.บ. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้ภาครัฐเห็นเหตุผลและความสำคัญเพื่อนำออกมาบังคับใช้ เพราะหากพ.ร.บ.นี้ออกมาใช้ ผู้ที่จะได้ประโยชน์คือประชาชนและรัฐบาล เนื่องจากเป็นการกำหนดและควบคุมมาตรฐานวิชาชีพนายหน้า สมาคมนายหน้าจึงได้ร่วมกับมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินและสมาคมบริหาร ทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จัดการประชุมร่วมกันผนึกกำลังและนำเสนอแนวคิดต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของพ.ร.บ.ควบคุมวิชาชีพดังกล่าว เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์กรวิชาชีพธุรกิจการบริการ อสังหาริมทรัพย์ ในภาคของอุตสาหกรมอสังหาริมทรัพย์ โดยมีวัตถุประสงค์จะพัฒนาวิชาชีพดังกล่าวให้มีมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับ ของสังคม ความพยายามในการผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายวิชาชีพในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้บริโภคโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลชุดนี้ได้มีดำริที่จะออกกฎหมายควบคุมวิชาชีพต่าง ๆ องค์กรวิชาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์จึงได้รวมตัวเพื่อจัดประชุมเบื้องต้น ถึงแนวทางในการพิจารณายกร่างกฎหมายการควบคุมวิชาชีพ ในรูปแบบของการประชุม สัมมนาและดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อผลักดันการออกกฎดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเรียกร้องผลักดัน ให้รัฐบาลพิจารณา เห็นความสำคัญและเร่งออกพ.ร.บ.มาควบคุมกำกับดูแลในอาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์จำนวน 200 ราย เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทที่เกี่ยวกับนายหน้า อสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรค์ข้อขัดข้องต่าง ๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก สอดส่องและติดตามความเคลื่อนไหวของการตลาดการค้าอสังหาริมทรัพย์ ทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่ออำนวยประโยชน์ แก่การประกอบธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมการเงินหรือเศรษฐกิจ และให้ความอนุเคราะห์แก่สมาชิกในด้านสวัสดิการเท่าที่ไม่เป็นการต้องห้ามตาม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509




วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ราคาทองคำกับปัจจัยทางเทคนิค

คยสงสัยกันใช่ไหมครับ ว่าราคาเป้าหมายเท่านั้นเท่านี้ ที่นักวิเคราะห์ปล่อยออกมา ทำไมมันถึงได้แม่น หรือใกล้เคียงมาก สมัยก่อนผมเห็นใครให้ตัวเลขราคาเป้าหมายไว้ ผมจะไม่ค่อยสนใจ เพราะคิดว่าคงเดากันไปมากกว่า แต่เมื่อราคานั้นเกิดขึ้นจริง ผมย้อนกลับไปดูราคาที่มีบางท่านเคยทำนายไว้ ก็ต้องทึ่งและเริ่มสนใจศึกษามานับแต่นั้น

ผมคงไม่อธิบายยืดยาวเหมือนในตำรา แต่เอาเนื้อๆมาคุยกัน เพื่อความกระชับ สิ่งที่ผมสงสัยมานานเกี่ยวกับตัวเลขมหัศจรรย์นั้น มันเกิดมาจาก
หลักจิตวิทยา ความกล้า และความกลัวของคนนี่แหละ อย่างเช่น คุณซื้อของมา 100 บาท เพื่อเอาไว้ขายทำกำไร วันนึงเมื่อคุณพบว่า คุณกำลังขาดทุน เพราะราคาของนั้นกำลังตกลงทุกวัน คุณอาจพอใจที่จะขายแม้ราคาจะเหลือครึ่งเดียว ขณะที่บางท่าน รอให้มันกลับมาเท่าเดิมค่อยขาย หรือบางรายอดทนกว่านั้น จะรอให้ราคามันขึ้นจนกว่าจะกำไร ไอ้ความอดทนต่อสถานการณ์ที่ต่างกันไป ก็มีสถิติที่เก็บได้ กลายเป็นตัวเลข แนวต้าน แนวรับ ทางเทคนิคที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ได้นั่นเองครับ

ข้อมูลการลงทุนที่เหมือนกัน ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่นโปรแกรม MT4, MetaStock ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ มีการใช้เครื่องมือเหมือนๆกัน มองเห็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น คุณไม่ต้องแปลกใจเลยว่า บางครั้ง ตัวเลขที่ออกมา มันแทบจะตรงเป๊ะกับที่ทำนายกันไว้
ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว คุณจะยังคิดว่า ปัจจัยเทคนิค ยังจะเป็นเรื่องเหลวไหลอีกมั๊ย? 555 แน่นอนที่สุด คุณต้องตอบว่าไม่ สิ่งที่คุณต้องทำ คือเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่ไม่ต้องห่วงว่า มันจะยากครับ ผมอยากจะบอกว่า ง่ายๆ

เป็นไปได้ไง? คุณพยายามเรียนรู้มาตั้งนาน ไม่เห็นจะง่ายแบบผมพูด?


เป็นเพราะว่า ยังไม่มีคนบอกคุณว่า จะต้องไปทางไหนนะสิ เหมือนคุณเรียนรู้การใช้งานโปรแกรมอะไรสักโปรแกรมที่มี function การทำงานครบเครื่อง แต่จริงๆ คุณขอใช้มันแค่ไม่กี่ function คุณก็ได้งานของคุณออกมาแล้ว เท่านั้นเอง
ออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เก่ง ไม่ได้ครบเครื่อง ผมแค่ใช้งานมันได้ เท่าที่ผมใช้อยู่ เท่าที่มีคนแนะนำผมเท่านั้นเอง และคุณไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณมาถามนอกเหนือจากที่ผมแนะนำแล้วผมบอกคุณว่า ผมไม่รู้เหมือนกัน 555
สิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ คือคุณแค่รู้ว่า คนอื่นส่วนใหญ่ เขาดูอะไรกัน แล้วคุณก็ดูให้เหมือนเขา ก็เท่านั้นเอง ง่ายมั๊ยครับ เมื่อก่อนผมหัดเองใหม่ๆ ดูคนโน้นวิเคราะห์ที คนนี้วิเคราะห์ที จับต้นชนปลายไม่ถูก ทำไปทำมา ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย จนวันนึง น้องชายผม ที่เคยอยู่ในตลาดหุ้น มาบอกผมว่า
“เฮ้ย ดูแค่ไอ้เส้น Fibonacci ก็พอ ไปดูอะไรเยอะแยะวะ งงเปล่าๆ ไอ้เส้นโน้นเส้นนี้น่ะ ใครๆก็ต่างคนต่างขีด ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง แต่ไอ้ Fibonacci นี่อ่ะ มันขีดยังไง ก็ได้ที่เดียวกันโว้ย!!!”
ผมตาสว่างเห็นธรรมทันทีครับ แต่ผมไม่ได้ดูแค่ Fibonacci ตามที่มันบอกหรอก ผมจับจุดได้ว่า ให้ดูไอ้ที่มันเหมือนชาวบ้านส่วนใหญ่เขาดูกัน อย่าไปแหกคอก ว่างั้น
เกริ่นมาถึงตรงนี้ บางท่านที่กำลังหัดๆอยู่ ผมอาจไม่ต้องสอนแล้วมั๊ง ส่วนท่านที่กำลังหัด รออ่านบทต่อไปนะ



Elliott wave คลื่นที่คุณต้องรู้จัก
ากคุณไม่สนใจ ทำความรู้จักมัน คงเหมือนกับคุณนั่งริมทะเลชมคลื่นไปเรื่อยๆ แต่หากคุณรู้ว่า เมื่อไหร่ที่อยู่ดีๆ ชายทะเลกลับหดถอยลงไปอย่างรวดเร็ว แปลว่า กำลังจะเกิดสึนามิ คุณต้องรีบวิ่งหนีจากชายฝั่ง เอาตัวรอดให้เร็วที่สุด แบบนี้ เท่ากับคุณรู้จักธรรมชาติของคลื่น นับเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ อยากรู้จักมันหรือยัง?

คิดว่า น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกนะครับ น่าจะเป็นสิ่งที่ควรรู้เป็นอันดับแรก แต่บางคน แค่เห็นก็เมาคลื่นซะแล้ว อย่าเพิ่งครับ นั่นเป็นเพราะคุณหาจุดเริ่มต้นมันไม่ถูก เมื่อคุณเริ่มไม่ถูก อาการเมาคลื่น ก็จะตามมา ผมแนะนำคร่าวๆว่า
Elliott Wave ประกอบด้วยลูกคลื่นในขาขึ้น 5 ลูก ( 1-2-3-4-5) และลูกคลื่นในขาลง 3 ลูก (a-b-c) ในช่วงขาขึ้นเราเรียกว่า Impulse ส่วนขาลงเราเรียกว่า Correction โดยหากเป็นช่วงตลาดหมี ขาลงก็จะกลับกัน คือลง 5 ลูก ขึ้น 3 ลูกแทน และในคลื่นนึง ก็จะประกอบด้วยคลื่นเล็กๆ เสมอ อย่างเช่น คลื่นขา 1 เป็นขาขึ้น จะคลื่นในตัวเป็นคลื่นย่อย 5 คลื่น ขณะที่คลื่น 2 จะเป็นคลื่นขาลง จะมีคลื่นย่อยในตัวเป็น 3 คลื่น
ไม่ ลงรายละเอียดมากนัก เพราะหนังสือที่ไหนก็มีให้อ่าน แต่จะบอกว่า สิ่งที่งงกันคือบางครั้ง มีการต่อคลื่น หรือเกิดคลื่นไม่ปกติขึ้นมา ทำให้นับกันไม่ถูก และอีกกรณีคือ ตราบเท่าที่คลื่นมันยังไม่จบ คุณไม่มีทางรู้ได้ว่า คุณนับถูกหรือไม่
อ้าว ไหงเป็นงั้น แล้วจะมีประโยชน์อะไร?
มีสิครับ อย่างน้อยที่สุด คุณจะตัดเส้นทางที่เป็นไปไม่ได้ออกไป เหลือทางที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ และทางที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด แค่นี้ ก็ดีกว่าไม่รู้แล้ว ใช่ไหม
นักลงทุนที่ไม่ต้องการเสี่ยง จะเลือกลงทุนเมื่อกราฟอยู่ที่คลื่น 3 เพราะกว่าจะมาถึงคลื่น 3 ราคามันจะยืนยันขา 1 หรือขา 2 มาก่อนแล้ว และนี่คือสาเหตุครับ ว่าทำไม คลื่น 3 ถึงได้พุ่งได้แรงสุด เพราะมันชัดที่สุดนั่นเอง

รู้จักทฤษฎีหลักๆที่กำหนดว่า คลื่นไหนเป็นคลื่นไหน

Fibonacci number

ขี้เกียจพูดถึงที่มา เดี๋ยวยาว เอาเป็นว่าเป็นตัวเลขที่ช่วยในการวัดหรือกะระยะของคลื่นลูกต่อไปได้ ตัวเลขที่น่าสนใจ ได้แก่ 23.6% 38.2% 50% 61.8% 78.6% 100% 127.2% 161.8% 261.8% 423.6% โดยตัวเลขที่พบบ่อยๆว่ามีพลังหน่อย คือตัวเลขที่ผม ใช้สีแดงกำกับ

RSI คู่หูนับคลื่นแบบพลาดยาก
RSI เป็นสัญญาณยอดฮิต ที่แนะนำให้ศึกษาเลยครับ มันบอกถึงพละกำลังกระทิงหรือหมีได้เป็นอย่างดี สิ่งที่จะบอก ผมเอง ไม่เคยเจอในหนังสือเล่มไหนครับ ทฤษฎีนี้ ตั้งแต่รู้มา ทำให้ผมนับคลื่นได้มั่นใจขึ้นมาก ต้องขอบคุณ คุณลุงโฉลก แห่ง chaloke.com ผู้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาสุดยอดแบบไม่มีหวงกัน ทฤษฎีไม่มีอะไรมาก หากมีความสับสน ให้ดูยอดคลื่นที่สูงที่สุดของ RSI เทียบกับยอดคลื่นราคาครับ ยอดคลื่น RSI ที่สูง จะตรงกับคลื่น 3 และคลื่น b เสมอ แค่นี้ ใครที่เคยนับคลื่นไม่ถูก ก็ลองใช้ช่วยนับใหม่ดูครับ ง่ายขึ้นเยอะ


ทฤษฎีอีเลียตเวฟมีหยุมหยิมค่อนข้างเยอะ ผมเอาหลักๆมาแนะนำเพื่อเป็น guide ก็พอนะครับ


คลื่นที่ 1 แค่เริ่มต้นก็ไม่ง่ายแล้ว
ไม่มีใครกะได้ว่า จะจบตรงไหน เพราะเพิ่งเริ่มคลื่นใหม่ สิ่งที่เราทำได้ คือรอให้มันจบคลื่น 1 ก่อนครับ แต่อย่างน้อยที่สุด คลื่นย่อยในคลื่น 1 ควรจะประกอบด้วย 5 คลื่น ไม่ใช่ 3 คลื่น หากนับได้ 3 คลื่นเมื่อไหร่ ตีความได้ว่า
- การ correction ของคลื่นรอบที่ผ่านมา ยังไม่จบจริง คืออาจมีการ correction ต่อเป็น a-b-c-x-a-b-c หรือ a-b-c-d-e เป็นต้น
- คลื่นนั้นยังไม่จบ คือยังเหลือการขึ้นขา 5 อีกขา ก่อนลง correction ขา 2 อีกที
หากคุณอ่านทฤษฎีในหนังสือ คงไม่ได้บอกคุณว่า ไอ้คลื่น 1 นี่อ่ะ มันก็ไม่ได้ระบุง่ายๆ เพราะมันเพิ่งต่อมาจากคลื่นปรับฐาน ทำให้ไม่รู้ว่า นี่มันคลื่น 1 หรือคลื่นปรับฐานต่อเนื่องกันแน่ เป็นเหตุให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าเล่นในคลื่น 1 นั่นเอง
คลื่น 2 จบเมื่อไหร่ ค่อยบอกคุณว่า ไอ้คลื่นลูกเมื่อกี๊น่ะ คลื่น 1 นะจ๊ะ
ถึงบอกว่า ไม่ค่อยมีใครเล่นคลื่น 1 เพราะมันมีโอกาสเป็นคลื่น correction ที่จะพาคุณชมดอยเต่าได้แบบไม่ต้องตีตั๋ว ตามทฤษฎีดูเหมือนง่าย มันบอกว่า คลื่น 2 จะไม่ต่ำกว่าคลื่น 1 หากคุณมั่นใจเข้าซื้อ เพราะคิดว่า นั่นคือคลื่น 2 ไม่มีทางหล่นต่ำกว่าคลื่น 1 หรอก ขอให้คิดใหม่ครับ เพราะเมื่อไหร่ที่ราคามันหลุดลงต่ำกว่าฐานคลื่น 1 มันก็เปลี่ยนสถานะตัวเองจากว่าที่คลื่น 2 เป็นคลื่น c ขาลงต่อเลย แสบมั๊ย
ปกติ เมื่อจบคลื่น 2 เราก็จะใช้ก้นคลื่น 2 ในการกะเป้าหมายคลื่น 3 ได้ต่อครับ ตามหลัก คลื่น 2 ของทองคำ มักจบแถว 61.8% หรือ 78.6% โดยหากเด้งขึ้นจากเส้นแถวนี้ได้แรงๆ ผ่านยอดคลื่น 1 มาได้ เราก็คาดได้ว่า นั่นน่าจะเป็นขา 2 และกำลังขึ้นคลื่น 3 ที่เราตั้งตารอกัน
คลื่น 3 คลื่นสุด hot
ใครๆก็รอขา 3 เพราะขา 3 มักจะยาวและทำกำไรได้มาก และความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่กว่าจะรู้ว่าเป็นขา 3 บางทีมันก็เดินทางมาครึ่งทางแล้วครับ เพราะอะไร ก็ลองย้อนไปดูคลื่น 2 สิ
ตัวคลื่น 3 เอง ก็ประกอบด้วยคลื่นย่อยในตัว 5 คลื่น กว่าเราจะเห็นชัดๆว่า นี่คือคลื่น 3 ก็ต่อเมื่อเราจบคลื่น 2 ของ 3 และกำลังเข้าคลื่นย่อยขา 3 ของคลื่นหลักขา 3 แล้ว ถึงตรงนี้ ปกติผมจะไม่ลังเลในการบอกให้ซื้อครับ เพราะมันยังไปได้อีกอย่างน้อยก็ 60% ของขาล่าสุด เช่นขึ้นมาแล้ว 50 เหรียญ ก็เป็นไปได้ว่า มีโอกาสขึ้นอีกอย่างน้อย 30 เหรียญ ดีกว่าไม่ได้ ใช่ไหมครับ
ทฤษฎีมีว่า ขา 3 มีโอกาสขึ้นมาได้อย่างน้อย 161.8% เมื่อวัดจากยอดขา 1 ถึง ขา 2 และหากแรงๆ ก็จะไป 261.8% หรือกระทั่ง 423.6% ก็ได้ แถมตามด้วยคลื่น 5 ที่สามารถลุ้นเสี่ยงทำกำไรเพิ่มได้
คลื่น 4 คลื่นคืนกำไร
คลื่น 4 ลุงโฉลกให้นิยามว่า เป็นคลื่นคืนกำไร และไม่ค่อยแนะนำให้เล่น เพราะคาดการณ์ยากครับ ตามทฤษฎีบอกว่า ขา 4 จะลงไม่ถึงขา 1 แต่บางครั้งโดยเฉพาะในราคาทองคำตอนปลายๆทาง มันก็แล๊บลงมาต่ำกว่าขา 1 นิดหน่อยเหมือนกัน เรียกว่า เกิดความไม่ปกติขึ้น และจะเกิดเมื่อคลื่น 3 ไม่มีแรงขึ้น คือผิดปกติด้วย ว่างั้น และหากหลุดรูดลงมาเลย มันก็จะเปลี่ยนสถานะตัวเอง จากคลื่น 4 เป็นคลื่น a ครับ แล้วก็ต้องนับขากันใหม่ เพราะราคาไปไม่ถึงดวงดาวเสียแล้ว
มีความสัมพันธ์ระหว่างขา 2 กับขา 4 ที่มีความเป็นไปได้อยู่อย่างนึงครับ คือหาก ขา 2 มีความซับซ้อน คือไม่ลง a-b-c แล้วจบเลย แต่อาจเล่น sideway ยาวออกมา ในขา 4 มักจะไม่เกิดความซับซ้อนเหมือนขา 2 ครับ และในทางกลับกันก็เช่นกัน เราใช้ความสัมพันธ์นี้ มาช่วยเดาคลื่นครับ ว่าขา 4 น่ะ จะจบขึ้นขา 5 เลยมั๊ย หรืออาจมีต่อ ประมาณนั้น
คลื่น 5 คลื่นสำหรับคนกล้า
เพราะเป็นคลื่นที่ไม่มีความแน่นอน พร้อมที่จะล้มเหลวเมื่อไหร่ก็ได้ จึงเป็นคลื่นที่ไม่มีแรง คลื่นสำหรับคนตกขบวนคลื่น 3 ทดลองเข้ามาเสี่ยงทำกำไรอีกเล็กน้อย ก่อนการปรับฐาน
แต่มีข้อยกเว้นครับ ตามทฤษฎี ขา 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุด และควรจะยาวครับ หากไม่ยาว คือมีขนาดพอๆกับขา 1 คลื่น 5 มักจะเป็น extended wave 5 หรือมีการต่อคลื่น คือขึ้นคลื่นชุดย่อย(แต่ ใหญ่) ขยายความยาวคลื่น 5 ออกไปอีก

คลื่น a คลื่นปรับฐาน - สึนามิลูกแรก
เป็นคลื่นแรกของการปรับฐาน ที่อาจรุนแรงรวดเดียว หรือเพียงเบาะๆให้ตั้งตัวกันทันก็ได้ คลื่น a กับ คลื่น c เป็นคลื่นขาลงเหมือนกัน แต่ปกติหากมีคลื่นอันใดอันหนึ่งที่ยาว อีกอันก็จะสั้นๆครับ ในทองคำ การปรับฐานใหญ่ มักรุนแรงที่ขา a เรียกว่า เป็นสึนามิได้เลย ขณะที่ขา c อาจ sideway หรือสั้นๆมากกว่า
คลื่น b คลื่นถอนตัว VS คลื่นมวยประกอบรายการ
จบคลื่น a ราคามักจะดีดกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะบางคนก็เชื่อว่า การปรับฐานจบแล้ว บางคนก็เชื่อว่า ไอ้ที่ผ่านมา คงเป็นแค่คลื่น 3 ขอเล่นคลื่น 5 ต่อ และอีกพวก คือพวกชอบเล่นกับไฟ รู้ว่าเป็นคลื่น b แต่ก็เล่น เพราะจริงๆ ก็ยังสามารถทำกำไรได้
คุณสมบัติของคลื่น b ต้องดูสัญญาณประกอบครับ โดยเฉพาะ stoch กับ RSI มักขึ้นมาเร็วมาก ราคาอาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าคลื่น 5 ก็ได้ ขอให้ดูสัญญาณเป็นสำคัญครับ และรีบถอนตัวเมื่อยอดสัญญาณเลยยอดสัญญาณของคลื่น 5
คลื่น c คลื่นปรับฐาน สึนามิลูกสุดท้าย
การ correction หรือการปรับฐาน จะจบด้วยขา c โดยขา c มักจบที่ 78.6% เมื่อวัดจากยอดคลื่น 5 ถึงฐานของคลื่น 1 หากลึกกว่านั้น แปลว่าตลาดอาจกลับสภาวะจากกระทิงเป็นหมีไปแล้วก็ได้ โดยด่านสุดท้าย ก็คือฐานคลื่น 1 นั่นแหละ และวัฏจักรคลื่น ก็จะวนขึ้นขา 1 ใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ครับ
ครบ 5 คลื่นแล้ว หวังว่า คงยังไม่หมดแรงซะก่อนนะครับ บทต่อไปมาว่ากันต่อเรื่องวิธีดูเครื่องมือ หรือสัญญาณต่างๆ ที่ต้องใช้

ผมพยายามลำดับความสำคัญว่า อะไรที่ควรจะเรียนรู้ก่อนในกลุ่มเครื่องมือจำนวนมากที่สามารถพาพวกเราเวียน หัวกันได้ ผมว่าน่าจะเอาสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด ที่เข้าใจตรงกันมากที่สุด ก็คือ Fibonacci number นี่แหละ มาให้เราทำความเข้าใจกันก่อน ผมว่าเหมือนกับการป้อนข้อมูลใส่ให้พวกเราเข้าใจว่า สาวๆ หน้ากลมๆ สัดส่วน 30-24-36 ถึงจะสวยนะ ถ้าไม่ใช่ ก็สัก 32-26-36 ก็ยังดี (หุหุ เกี่ยวป่าว?)




Fibonacci number ช่วยให้คุณรู้จักคลื่น Elliott wave ดีขึ้น

fibonacci เป็นชื่อเรียกเลขอนุกรมมหัศจรรย์ ที่ตั้งขึ้นตามผู้คิดค้นคือ LEONARDS FIBONACCI ซึ่งสังเกตเห็นว่า ธรรมชาติมีสัดส่วนสัมพันธ์กับตัวเลขนี้ ต่อมาได้มีการประยุกต์นำมาใช้ในการวิเคราะห์ราคาหุ้น เพื่อที่จะใช้ค้นหาแนวโน้ม แนวต้าน แนวรับ สัญญาณซื้อและขาย โดยมีรูปแบบอยู่ 3 ลักษณะ คือ
- Fibonacci retracement หาแนวรับแนวต้านราคาในแนวระนาบ
- Fibonacci fan หาแนวรับในแนวเฉียง
- Fibonacci fan หาแนวรับในแนวดิ่ง หรือระยะเวลา
ส่วนใหญ่ที่เห็นใช้กัน ก็เป็นอันแรกครับ ส่วนที่มาของตัวเลข ไม่ขอพูดมากครับ ตำราเยอะแยะ เอาเป็นว่า ผมแนะนำสิ่งที่นำไปใช้งานเลยละกัน ตัวเลขสัดส่วนที่นำมาใช้ ถูกคำนวณมาเป็น % หรือเทียบกับ 1.0 เป็นเลขดังนี้
23.6% 38.2% 50% 61.8% 78.6% 100% 127.2% 161.8% 261.8% 423.6%
โดยตัวเลขสีแดง คือตัวเลขที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษครับ
การใช้ Fibonacci สามารถใช้วัดได้ทั้งคลื่นย่อย และคลื่นหลักตามสะดวก และโดยมากเราวัดในคลื่นย่อย มักจะตรงกับคลื่นหลักอย่างน่าแปลกใจในบางครั้ง ซึ่งหากตรงกัน ผมมักให้ความสำคัญเพิ่มตรงจุดนั้นด้วย

การใช้ Fibonacci ใช้ตอนไหน และตรงไหนดี?
คงเป็นคำถามสำหรับมือใหม่ ที่บางคนลากแบบไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ต้องย้อนกลับไปอ่านอีกทีข้างบน ที่บอกว่า ใช้หาแนวต้าน แนวรับ แนวต้าน ไงครับ แนวรับจะเกิด เราต้องหาหัวหาท้ายคลื่นให้ได้ก่อน ใช่มั๊ย? เราสนใจคลื่นชุดใหญ่หรือชุดย่อยล่ะ ถ้ายังไม่รู้ ต้องเริ่มจากคลื่นใหญ่ก่อนครับ

- แนะนำให้เริ่มจาก กราฟรายวัน เพราะจะเห็นคลื่นหลักชัดๆ

เมื่อคลื่นเริ่มต้นขึ้น จนเริ่มตก เราก็จะได้จุดเริ่มต้นและปลายทางของคลื่นเป้าหมายครับ สิ่งที่เราจะวัดหา คือแนวรับเป็นอันดับแรก โดยมีจุดที่ผมให้ข้อคิดไว้ ตามประสบการณ์อันน้อยนิดของผมคือ

- หากคลื่นที่วัด ความแรงไม่มาก เช่นคลื่น 1 แนวรับจะอยู่ที่แถว 50% 61.8% และ 78.6% รวมถึง 100%
- หากหลุดต่ำกว่า 100% ก็จะเป็นการ correction หรือปรับฐานเลย (คลื่น a-b-c) เป้าหมายแรกอยู่ที่ 127.2% และ 161.8% หรือกว่านั้น
- หากเป็นคลื่น 3 บางที ลงไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ

หากแนวรับ รับได้อยู่แถว 61.8% และดีดกลับได้อย่างแข็งแกร่ง สิ่งที่เราจะมองหาคือแนวต้านแทน เราก็สามารถคาดได้ครับว่า คลื่นอาจจะย้อนสูงขึ้นกว่ายอดเดิม ไปที่ 127.2% 161.8% หรือ 261.8% หรือมากกว่านั้นได้ เราสามารถเอาความเข้าใจเรื่องอีเลียตเวฟมาประยุกต์คาดการณ์ร่วมกับการคะเน แนวต้านได้ครับ เช่น
- หากเป็นคลื่น 3 อาจแรงไปถึง 261.8 หรือ 423.6% ได้
- ขณะที่คลื่น 5 อาจไม่ผ่าน 100% หรือแค่ 127.2% ก็เป็นได้ หากสัญญาณไม่แรงพอ


สั้นๆ ได้ใจความ ไม่เยิ้นเย้อนะครับ ที่เหลือ ลองไปหัดวัดดูคลื่นเก่าๆที่เคยผ่านไปแล้วดู ผมสรุปสั้นๆว่า
- มองภาพคลื่นใหญ่ หาจุดเริ่มต้นให้เจอ
- พิจารณาธรรมชาติของคลื่นลูกนั้น ว่าเป็นคลื่นไหน 1-2-3-4-5 หรือ a-b-c เพื่อคะเนว่า ตัวเลขแนวต้าน-แนวรับตรงไหน น่าจะสำคัญ สำหรับคลื่นลูกนั้น
- คลื่นใหญ่มองภาพไม่เห็นว่าจะจบแถวไหน ก็วัดคลื่นย่อยช่วย เช่น วัดคลื่น 3 หลักที่เห็นได้ชัดในรายวัน ในรายชั่วโมง เราก็มาวัดคลื่นย่อยของ 3 หลัก หากอยู่ในคลื่นย่อย 5 แล้ว เราก็คาดได้ว่า ราคาจะพุ่งไปเส้นต่อไปไม่ไหวก็เป็นได้ เป็นต้น
การดูว่าคลื่นไหนเป็นคลื่นไหน เราสามารถใช้ความรู้เรื่อง RSI มาช่วยกำกับได้ อย่างที่กล่าวไปในบทที่แล้วนะครับ เช่น หากคลื่นราคาใหม่ สูงขึ้น แต่ RSI ต่ำกว่าเดิม ก็มีโอกาสจะเป็นยอดคลื่น 5 ได้ เพราะ RSI จะ peak ในคลื่น 3 กับ b เป็นหลัก

Fibonacci fan กับ timezone คงไม่พูดถึงนะ ก็คล้ายกัน แต่ผมว่า ใช้วัดคลื่นหลักก็พอ โดยเฉพาะ fibo fan ผมใช้บ่อยตอนหาแนวรับ ใช้ร่วมกับ Fibonacci retracement ช่วยบอกแนวรับได้ดีมากๆ
บทต่อไปน่าจะเป็นการดู RSI, MACD นะ แต่ใครอ่านบทวิเคราะห์ของผมบ่อยๆคงได้เรียนรู้ไปเยอะแล้ว เพราะผมพูดถึงบ่อยมาก


RSI, MACD, Stochastic เครื่องมือวัดพลังคลื่น
มีของอยู่ในมือแล้ว พวกเรามักมีปัญหาในการปล่อย หรือติดดอย เพราะไม่มีการเช็คสุขภาพ หรือพลังของคลื่น ว่าเหลือมากน้อยแค่ไหน สมควรจะเสี่ยงถือต่อไป หรือโยนให้คนอื่นถือต่อดี วันนี้มารู้จักกับเครื่องมือวัดพลังคลื่นทั้ง 3 ตัวที่ผมใช้ประจำครับ


Stochastic Oscillator เป็นตัววัดแนวโน้มที่ให้ทิศทาง เร็วกว่าเพื่อน แต่ก็นั่นแหละครับ หลอกเก่งกว่าเพื่อนเหมือนกัน เหมาะกับการให้ทิศทางระยะสั้นหรือตลาด sideway มากกว่า
RSI (Relative Strength Index) เป็นเครื่องมือวัดพลังของคลื่น ที่ผมให้น้ำหนักค่อนข้างมาก ผมใช้ยอดคลื่นของมันชี้ตำแหน่งคลื่น 3 และคลื่น b
MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมืออีกชิ้นที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแนวโน้มของคลื่นได้ดีครับ

การใช้งานเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด
อ่านตำราแล้วเหมือนจะใช้ต่างกัน แต่ผมมักจะมองภาพรวมทั้ง 3 ตัวด้วยกัน รวมถึงการนับขาตามทฤษฎีอีเลียตเวฟ เพื่อช่วยตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแนวโน้ม หากใครอ่านตำรา ก็มักจะพุ่งเป้าไปที่สัญญาณ overbought/oversold เป็นหลัก แต่จริงๆแล้ว เรายังดูหลายอย่างที่ละเอียดลงไปได้อีก

สิ่งที่เราต้องมองหาในเครื่องมือโดยรวม
- divergence/convergence ตรงนี้อธิบายง่ายๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างราคากับสัญญาณในเครื่องมือ มันต้องไปทางเดียวกัน เท่านั้นแหละ หากราคาขึ้นทำ high ใหม่ แล้วสัญญาณขึ้นตาม ก็ดีไป แต่หากไม่ตาม เราเรียกว่า เกิด divergence คือสัญญาณมันไม่เอาด้วย แบบนี้ ก็เตรียมถอยครับ ทางกลับกัน หากราคาลงทำ low ใหม่ และสัญญาณตามลงไป เราก็รอต่อไป แต่เมื่อไหร่ที่สัญญาณไม่ลงด้วย เราเรียกว่าเกิด convergence คือสัญญาณไม่เอาด้วย แต่เป็นเชิงบวกแทน แบบนี้ เตรียมกระโจนเข้าได้
- แนวต้านจากการลาก trend line เมื่อเกิดยอดคลื่น 2 ยอด เราสามารถลากเส้น trendline ให้เส้นสัญญาณได้ เช่นเดียวกับกราฟราคาครับ และหากสัญญาณขึ้นมาชน trendline ที่เราตีไว้ ก็มีแนวโน้มว่า จะติดเส้นนี้ได้ ทางกลับกัน หากหลุดเส้น trendline นี้ไปได้ ก็อาจพุ่งไปต่อได้เลยเช่นกันครับ
หากมองไม่เห็น สมมุติว่า เราดูใน chart รายวัน เราอาจขยับมาดูราย 4 ชั่วโมง หรือต่ำลงมาเป็นรายชั่วโมง เพื่อหาสิ่งที่เราต้องการดู

สัญญาณในกราฟ รายชั่วโมง ราย 4 ชั่วโมง รายวัน อันไหนสำคัญกว่ากัน?
บางครั้ง สัญญาณระดับต่างๆมันขัดแย้งกัน มือใหม่จะงง และตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะเชื่ออันไหนดี ผมอธิบายง่ายๆว่า รายวันก็เหมือนเราดูคลื่นหลัก ส่วนราย 4 ชั่วโมง หรือ รายชั่วโมง เราก็เท่ากับกำลังมองคลื่นย่อยในคลื่นหลัก คลื่นหลัก สัญญาณอาจบอกว่า กำลัง bull มาก อยู่ในคลื่น 3 แต่รายชั่วโมง สัญญาณอาจเป็น bear เพราะกำลังปรับฐานอยู่ในคลื่น 2 ย่อยของ 3 ก็เป็นได้

การใช้ MACD ดูการเปลี่ยนแนวโน้ม
MACD ถูกยกย่องให้เป็นราชาของเครื่องมือวัด เพราะมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง วิธีการดู MACD ก็ดูว่า
- เมื่อไหร่ที่ เส้นสัญญาณ (เส้นสีแดง) อยู่เหนือแถบ MACD จะ bearish หรือกลับเป็นขาลง
- เมื่อไหร่ที่ เส้นสัญญาณ (เส้นสีแดง) อยู่ใต้แถบ MACD จะ bullish หรือกลับเป็นขาขึ้น
นอกจากนั้น ก็เป็นการมองหา divergence/convergence และ การใช้ trendline วัดความสูงเพื่อหาแนวต้านแนวรับแล้ว อย่างที่บอกไป แต่ยังมีอีกจุดที่น่าสนใจมาก คือมันสามารถบอกพลังงานสะสมได้ครับ เมื่อใดที่เส้นสัญญาณ (เส้นสีแดง) กับ MACD ตีคู่กันใกล้ๆไปสักระยะ จะเกิดพลังงานสะสม และมักมีไม้เขียว หรือไม้แดงยาวๆตามมาให้เห็นบ่อยๆครับ ลองไปสังเกตดู MACD ที่เกิดขึ้นมาในอดีตดูครับ ให้สัญญาณก่อนเกิดไม้เขียวไม้แดงยาวๆตามมา ชนิดทำกำไรได้สบาย

ถึงบทนี้ ความฮึกเหิมคงเริ่มเกิดในตัวแล้วใช่มั๊ยละครับ แต่อยากจะบอกว่า พอไปดูคลื่นจริงๆ อาจจะยังคงเมากันอยู่ครับ คงต้องอาศัยประสบการณ์ที่ต้องค่อยๆสะสมแล้ว อันนี้ สอนกันยาก ได้แต่บอกว่า ค่อยๆดูไปครับ ทุกวันนี้ ผมก็ยังสะสมอยู่เหมือนกัน
บทต่อไป คงเป็นเรื่องของ เครื่องมือปลีกย่อย อย่าง Moving Average, Trendline, ฯลฯ แต่ผมว่า ศึกษาเองก็ไม่น่ายากแล้วนา





Touchscreen Phone รวมทัชโฟน โทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัส

ใน ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เทคโนโลยีใหม่ๆได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบทบาทชีวิตประจำวัน จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอะไรที่เรียบง่าย ก็เริ่มมีการเพิ่มเติม ความหลากหลายเข้าไป เฉกเช่นโทรศัพท์มือถือที่จากเดิมมีขนาดตัวใหญ่ที่แบกจนเมื่อยแขน ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี โทรศัพท์ก็ถูกพัฒนา จนเป็นไปได้มากกว่าโทรศัพท์ ที่มีจุดประสงค์เพื่อการโทรออกหรือรับสาย แต่สามารถทำได้ทั้งดูหนัง, ฟังเพลง, ถ่ายรูป, เล่นอินเตอร์เน็ต และอื่นๆ อีกมากมายที่ครอบคลุมโลกของการสื่อสารได้ทั้งหมด



ความ หลากหลายเหล่านี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนเกิดโทรศัพท์รูปแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไป ในส่วนของ กระแสโทรศัพท์ล่าสุดคงจะหนีไม่พ้นโทรศัพท์รูปแบบทัชสกรีน ที่เป็นหน้าจอแบบสัมผัสซึ่งทำให้เรารับชมการแสดงผลแบบเต็มตา ยิ่งหน้าจอใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี โดยผ่านการทำงานบนระบบปฏิบัติการที่แต่ละค่ายงัดออกมาใช้เพื่อแสดงสมรรถภาพ ว่าระบบที่ใช้มีดีอย่างไร รวมไปถึงฟังก์ชั่นที่มีมากมายอย่างสมบูรณ์ใน ทุกๆด้าน ที่จะต้องทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจในผลิตภัณฑ์ของตน ทางสยามโฟนจึงขอแนะนำสุดยอดมือถือทัชสกรีนล่าสุดจากค่ายชั้นนำที่โชว์ ศักยภาพพร้อมลงสู่สนามรบ


ACER F900

พี ดีเอโฟนจากค่ายเอเซอร์ ผู้นำผลิตภัณฑ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ขอก้าวเข้าสู่สมรภูมิโทรศัพท์ทัชสกรีน ในนามของตัวเองกับเขาดูบ้าง สำหรับตัวแรงของค่าย F900 นั้นมาพร้อมกับรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าราบเรียบขนาดใหญ่ที่มีความโค้งมนเล็ก น้อย ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional, CPU ที่ใช้เป็นของ Samsung S3C 6410 mobile processor ความแรงพอตัวด้วยความเร็ว 533 MHz, หน่วยความจำหลัก ROM 256 MB - RAM 128 MB, เพิ่มเติมด้วยการ์ดความจำ microSD/HC, มีหน้าจอแสดงผล ขนาดใหญ่ถึง 3.8 นิ้วด้วยความละเอียด 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส , ระบบบบค้นหาทางดาวเทียว GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็ม และคุณสมบัติอื่นๆตามสไตล์พีดีเอโฟน รวมๆแล้ว F900 ถือว่าสอบผ่านแบบฉิวเฉียด ขึ้นอยู่กับราคาที่จะออกมา

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Acer F900
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=278114

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/acer/f900.htm

ASUS P835

สำหรับ ตัวใหม่ล่าสุดของทางอัสซุสนี้เป็นพีดีเอโฟนที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียบๆหน้าตาคลาสสิคดูสวยลงตัว ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional, CPU ที่ใช้เป็นของ Qualcomm? 7201A™ ความเร็ว 528 MHz, หน่วยความจำ SDRAM 288MB - ROM 256MB, พื้นที่หน่วยความจำเครื่องเต็มพิกัด 4 GB แล้วยังเพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD/HC ได้อีก, หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3.5 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส, ระบบค้นหาทางดาวเทียม A-GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g โดย Wi-Fi ในเครื่องสามารถใช้งานเป็น Access Point ได้ สำหรับให้เครื่องอื่นๆมาร่วมต่อเชื่อมเพื่อเป็น Gateway ได้มากถึง 10 อุปกรณ์, สนับสนุนโปรแกรมต่างๆทั้ง YouTube, Flickr, Google search ไม่มีวิทยุเอฟเอ็ม, แบตเตอรี่ความจุค่อนข้างน้อยโดยให้มาเพียง 1,100 mAh

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Asus P835
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=277928

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/asus/p835.htm




BlackBerry Storm 9500

แบล็คเบอร์รี่เป็นค่ายที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านการรับ-ส่งอีเมลระดับสุดยอด เมื่อกระแสโทรศัพท์ทัชสกรีนมาแรงขนาดนี้แบล็คเบอร์รี่ก็ต้องปรับตัวพัฒนา ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ให้ทันค่ายอื่น ทำงานบนระบบปฏิบัติการ BlackBerry®, CPU ความเร็ว 624 MHz, หน่วยความจำ RAM 128 MB, พื้นที่หน่วยความจำในเครื่องให้มา 1 GB แต่ก็เพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD/HC ได้อีก 8 GB, หน้าจอแสดงผลขนาด 3.3 นิ้ว ความละเอียด 360 x 480 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส, , ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS ด้วยแผนที่ของแบล็คเบอร์รี่เอง, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ไม่มีวิทยุเอฟเอ็ม, มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ BlackBerry Storm 9500
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=264807

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/blackberry/storm_9500.htm


Garmin Asus nuvifone G60

การ์ มินจับมือกับอัสซุสเฉพาะกิจทำพีดีเอโฟนที่เน้นในด้านของ GPS ซึ่งแน่นอนว่า มันจะต้องเป็นพีดีเอโฟนที่มีความสามารถทางด้าน GPS ที่ดีที่สุดเพราะการ์มินเป็นเจ้าพ่อทางด้านนี้อยู่แล้ว ส่วนอัสซุส เองก็เป็นมือโปรด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เมื่อมารวมกันย่อมได้ของที่ดีขึ้น การออกแบบตัวเครื่องเป็นไปอย่างเรียบง่ายด้านหน้าไม่มีปุ่มใดๆ ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Linux ออกแบบโดยการ์มิน, ความเร็ว CPU ไม่ระบุ แต่ก็คงไม่หน่วง, หน่วยความจำ RAM 128 MB, พื้นที่หน่วยความจำให้มามากถึง 4 GB เพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD/HC สูงสุด 16 GB, หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3.5 นิ้ว ความละเอียดไม่เหมือนใคร 272 x 480 พิกเซล หน้าจอป้องกันแสงสะท้อน, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 3 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS ด้วยแผนที่ของการ์มิน, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ไม่มีวิทยุเอฟเอ็ม, แบตเตอรี่ความจุค่อนข้างน้อยโดยให้มาเพียง 1, 100 mAh

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Garmin Asus nuvifone G60
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275443

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/garmin/nuvifone_g60.htm


คงไม่อาจมองข้าม HTC ไปได้ เนื่องด้วย HTC เป็นเจ้าตลาดพีดีเอโฟนตอนนี้ ได้ส่งรุ่นใหม่วางตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทุกระดับครอบคลุมลูกค้า สำหรับ HTC Touch HD ถือเป็นรุ่นระดับสูงสุดรุ่นหนึ่งในบรรดาพีดีเอโฟนทั้งหมด ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional, CPU ที่ใช้เป็นของ Qualcomm® MSM 7201A™ มาพร้อมกับความเร็ว 528 MHz, หน่วยความจำ ROM 512 MB - RAM 288 MB ทำงานได้ลื่นไหลพอตัวเลย, เพิ่มเติมด้วยการ์ดความจำ microSD, หน้าจอแสดงขนาดใหญ่จุใจ 3.8 นิ้ว ความละเอียด 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS/A-GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็มพร้อม ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรในตัว

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ HTC Touch HD
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=262083

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/htc/touch_hd.htm
รีวิวตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/review/2009/htc/touch_hd/page.htm


HTC Touch Diamond 2

และยังมีพีดีเอระดับสูงของ HTC อีกตัวนึงที่มีออกการแบบ ที่ หรูหรา สวยงามตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพีดีเอ สุดหรูที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอย่าง HTC Diamond 2 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional, CPU ที่ใช้เป็นของ Qualcomm® MSM 7200A™ มาพร้อมกับความเร็ว 528 MHz, หน่วยความจำ ROM 512 MB - RAM 288 MB ทำงานได้ลื่นไหลพอตัวเลย, เพิ่มเติมด้วยการ์ดความจำ microSD, หน้าจอแสดงขนาดใหญ่จุใจ 3.2 นิ้ว ความละเอียด 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS/A-GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็ม

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ HTC Diamond 2
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275882

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/htc/touch_diamond2.htm



LG KM900 Arena

แอลจีก็เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ไม่น้อยหน้า ได้ซุ่มพัฒนาโทรศัพท์ทัชสกรีนที่มีระบบปฏิบัติการในแบบของตัวเองไม่ต้องง้อ ใครในชื่อว่า S-Class UI ซึ่งแสดงผลแบบ 3 มิติมีกราฟิกหลากหลายสวยงามมาก ภายใต้รูปทรงของตัวเครื่องที่ออกแบบสวยงามถือจับถนัดมือ คุณสมบัติก็ไม่น้อยหน้าใคร ความเร็ว CPU ไม่ระบุ, หน่วยความจำ NAND Flash 2GB / SDRAM 1GB, พื้นที่หน่วยความจำให้มากถึง 8 GB แล้วยังเพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD/HC ได้สูงสุดถึง 32 GB, หน้าจอแสดงผลกว้าง 3 นิ้ว แต่ก็มีความละเอียดสูงถึง 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมออโต้โฟกัส, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, เครื่องเล่นเล่นวีดีโอสนับสนุนไฟล์ DivX/Xvid, มีวิทยุเอฟเอ็มพร้อม transmitter, ระบบเสียง Dolby Mobile, ชุดหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ความสามารถหลากหลายขนาดนี้เป็นใครก็หลงรัก

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ LG KM900 Arena
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275429

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/LG/km900.htm

Nokia N97

หาก ไม่พูดถึงพี่ใหญ่ของวงการโทรศัพท์มือถือคงไม่ได้ เพราะโนเกียเองก็ได้ออกโทรศัพท์ทัชสกรีนเพื่อเอาใจลูกค้าหลังจากที่มีหลายๆ เสียงบ่นมาว่าไม่เห็นโนเกียทำโทรศัพท์ทัชสกรีนบ้างเลย จนในที่สุดโนเกียก็ออก 5800 XpressMusic ซึ่งแม้จะเป็นตัวนำร่องที่อะไรๆก็ยังไม่ลงตัว แต่ยอดขายก็ถล่มทะลายกันไปด้วยราคาที่ถูกแต่มีคุณสมบัติอัดแน่น และในรุ่นล่าสุดที่มีคุณสมบัติสูงกว่าอย่าง N97 ซึ่งต้องเรียกว่ามัลติมีเดียคอมพิวเตอร์ ที่มีดีไซน์เรียบหรูพร้อมคีย์บอร์ด QWERY ช่วยในการพิมพ์ข้อความอย่างสะดวก ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Symbian เวอร์ชั่น 9.4 - S60 5th Edition, CPU ยังไม่ระบุ, หน่วยความจำ ยังไม่ระบุ, พื้นที่หน่วยความจำให้มามากสุดๆถึง 32 GB แล้วยังเพิ่มได้ด้วยการ์ด microSD/HC อีก 16 GB เป็น 48 GB เลยทีเดียว, หน้าจอแสดงผลกว้าง 3.5 นิ้ว ความละเอียด 360 x 640 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส เลนส์ Carl Zeiss บันทึกวีดีโอความละเอียดสูง, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g และ UPnP, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็ม, สนับสนุน Flash Lite 3.0 รับชม Flash Video ผ่านบราวเซอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Nokia N97
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=269912

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/nokia/n97.htm


Palm Pre

ห่างหายไปนานหลายปีกับค่ายปาล์ม ผู้ใช้หลายๆคนยังคงติดใจกับปาล์มซึ่งได้ชื่อว่าเป็นออกาไนเซอร์ที่ดีมากๆ มีระบบที่เสถียร ไม่มีอาการแฮงค์ การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการดิ้นเฮือกครั้งใหญ่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังกับการพัฒนาโทรศัพท์ทัชสกรีนที่หลายๆคนที่ชมวีดีโอสาธิตการ ใช้งาน ซึ่งต้องบอกได้เลยมีปาล์มทำระบบออกมาได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ ตัวเครื่องมีลักษณะอ้วนกลมสีดำแบบสไลด์มีคีย์บอร์ด QWERTY ช่วยในการพิมพ์, ทำงานบนระบบปฎิบัติการ Palm® webOS™, หน่วยความจำยังไม่ระบุ, พื้นที่หน่วยความจำ 8 GB ไม่สามารถเพิ่มเติมได้, หน้าจอแสดงผลกว้าง 3.1 นิ้ว ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 3 ล้านพิกเซลแบบตายตัว, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.1 / WiFi 802.11b/g, ไม่มีวิทยุเอฟเอ็ม, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Palm Pre
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=274810

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/palm/pre.htm

Samsung i8910 Omnia HD

ซัมซุงนั้นทำตลาดในแทบจะทุกๆระบบปฏิบัติการเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อโนเกียเปิดตัวระบบปฏิบัติซิมเบียนเพื่อโทรศัพท์ทัชสกรีน ซัมซุงจึงได้นำมาใช้บ้าง แล้วพัฒนาระบบให้เป็นในแบบฉบับของตัวเองทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Symbian เวอร์ชั่น 9.4 - S60 5th Edition, CPU ยังไม่ระบุ, หน่วยความจำ ยังไม่ระบุ, พื้นที่หน่วยความจำมีแบบ 8 และ 16 GB เพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD/HC ได้อีก 16 GB, หน้าจอแสดงผลกว้างถึง 3.7 นิ้ว ความละเอียด 360 x 640 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียดถึง 8 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส บันทึกวีดีโอความละเอียดสูงถึง 1280 x 720 พิกเซล, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, เครื่องเล่นเล่นวีดีโอสนับสนุนไฟล์ DivX/Xvid, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็ม, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร คุณสมบัติครบครันจนแทบไม่ต้องเพิ่มเติมอะไรอีก

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Samsung i8910 Omnia HD
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275964

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/samsung/i8910.htm


Sony Ericsson IDOU

เคยมีข่าวครั้งหนึ่งว่าโซนี่ อีริคสันถอนตัวจากซิมเบียนแล้ว อันเนื่องจากยอดขายตระกูล UIQ ของโซนี่ อีริคสันไม่เป็นไปตามคาดนัก แล้วก็เงียบหายไปจนมาเปิดตัวเอาอีกทีก็ทำเอาผู้คนตะลึงให้รุ่นใหม่อย่าง IDOU ตัวนี้ ใครจะไปคาดคิดว่าโซนี่ อีริคสันจะกลับมาใช้ระบบปฏิบัติการซิมเบียนอีก ซึ่ง Symbian Foundation เป็นผู้ช่วยทำระบบนี้ออกมา ซึ่งจะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยกับ Nokia N97 และ Samsung Omnia HD, CPU ยังไม่ระบุ, หน่วยความจำ ไม่ระบุ, พื้นที่ความจำไม่ระบุ, สิ่งแปลกใหม่คือรุ่นนี้ใช้การ์ดความจำแบบ microSD แทนการ์ด M2 ของตัวเอง, หน้าจอแสดงผลกว้าง 3.5 นิ้ว ความละเอียด 360 x 640 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงถึง 12 ล้านพิกเซล ถือว่ามากที่สุดในตลาดตอนนี้เลยพร้อมลูกเล่นกล้องมากมาย, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS/A-GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ความสามารถทางมัลติมีเดียครบครันทั้งเครื่องเล่นเพลงและวิทยุเอฟเอ็ม, น่าแปลกที่ไม่ได้ใช้ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร นอกนั้นก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมในแบบโซนี่ อีริคสันแล้วล่ะ

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Sony Ericsson IDOU
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275890

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/sonyericsson/idou.htm

Toshiba TG01

แดนปลาดิบมักมีของดีมาให้เราทึ่งกับเทคโนโลยีใหม่เสมอๆ โตชิบ้าเปิดตัวพีดีเอโหดสุดโหดที่มีความบางเฉียบ เพียง 1 เซนติเมตร แล้วยังมีอะไรแรงๆ เด่นๆให้ได้สนใจกันอีกด้วย ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile® 6.1 Professional, CPU ที่ใช้เป็นของ Qualcomm® Snapdragon QSD2850 ที่รีดความเร็วออกมาได้ถึง 1 GHz !! , หน่วยความจำไม่ระบุ, พื้นที่ความจำให้มา 512 MB แต่ก็ยังรองรับการ์ด microSD/HC สูงสุดถึง 32 GB, จุดเด่นอยู่ตรงจอแสดงผลที่ผลที่ใหญ่สะใจถึง 4.1 นิ้ว ความละเอียด 480 x 800 พิกเซล, ติดตั้งกล้องดิจิตอลความละเอียด 3 ล้านพิกเซลแบบตายตัว, ระบบค้นหาทางดาวเทียม GPS/A-GPS, รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 2.0 / WiFi 802.11b/g, ไม่มีวิทยุเอฟเอ็ม, ควบคุมฟังก์ชั่นด้วยการเขย่าตัวเครื่อง (Shake Control) ว่าแต่ว่าเอาแบตเตอรี่ไปซ่อนไว้ตรงไหนหนอ?

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ Toshiba TG01
http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=275097

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/toshiba/tg01.htm

ข้อกำหนด

Acer F900

Asus P835

BlackBerry Storm 9500

Garmin Asus nuvifone G60

HTC Touch HD

HTC Diamond 2

ขนาดเครื่อง

117 x 65.5
x 12.9 มิลลิเมตร

115 x 59
x13.8 มิลลิเมตร

112.5 x 62.2
x 13.95 มิลลิเมตร

112 x 58.1
x 14.6 มิลลิเมตร

115 x 62.8
x 12 มิลลิเมตร

107.85 x 53.1 x 13.7
มิลลิเมตร

น้ำหนัก

150 กรัม

148 กรัม

155 กรัม

137 กรัม

146.4 กรัม

117.5 กรัม

OS

Windows Mobile® 6.1 Professional

Windows Mobile® 6.1 Professional

BlackBerry®

Linux

By Garmin

Windows Mobile® 6.1 Professional

Windows Mobile® 6.1 Professional

CPU

Samsung S3C 6410 mobile processor

Qualcomm® 7210A™

n/a

n/a

Qualcomm® 7210A™

Qualcomm® 7200A™

ความเร็ว CPU

533 MHz

528 MHz

624 MHz

n/a

528 MHz

528 MHz

หน่วยความจำในตัวเครื่อง

ROM
256 MB

RAM
128 MB

ROM
256 MB

SDRAM
288 MB

ROM
n/a

RAM
128 MB

ROM
n /a

RAM
128 MB

ROM
512 MB

RAM
288 MB

ROM
512 MB

RAM
288 MB

พื้นที่หน่วยความจำ

n/a

n/a

1 GB

4 GB

n/a

n/a

การ์ดความจำ

microSDHC

microSDHC

microSDHC

microSDHC

microSDHC

microSDHC

หน้าจอ

3.8 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
480 x 800 px

3.5 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
480 x 800 px

3.3 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
360 x 480 px

3.5 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
272 x 480 px

3.8 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
480 x 800 px

3.2 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
320 x 480 px

การเชื่อมต่อ

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

กล้องดิจิตอล

3.2 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

5 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

3.2 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

3.2 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

5 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

5 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

ระบบค้นหา

ทางดาวเทียม

GPS

A-GPS

A-GPS

GPS

GPS /

A-GPS

GPS

วิทยุเอฟเอ็ม

RDS

-

-

-

มี

-

แบตเตอรี่

1, 530 mAh

1, 100 mAh

1, 400 mAh

1, 100 mAh

1, 350 mAh

1, 100 mAh

อื่นๆที่น่าสนใจ

Widget-based UI
ในแบบของ

AcerGPS ของ
SiRF Star III

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสในแบบของ
Asus

แทร็คบอล
สำหรับเลื่อนดูข้อมูลอย่างเร็ว

รับ-ส่งอีเมลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนที่
BlackBerry

หน้าจอป้องกัน
การสะท้อน

ระบบนำทางสมบูรณ์แบบ

TouchFLO® 3D

หมุนภาพอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี G-sensor

TouchFLO® 3D

หมุนภาพอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี
G-sensor


ข้อกำหนด

LG KM900 Arena

Nokia N97

Palm Pre

Samsung i8910 Omnia HD

Sony Ericsson IDOU

Toshiba TG01

ขนาดเครื่อง

105.9 x 55.3
x 11.95 มิลลิเมตร

117.2 x 55.3
x 15.9 มิลลิเมตร

100.5 x 59.5
x 16.95 มิลลิเมตร

123 x 58
x 12.9
มิลลิเมตร

111 x 54
x 15 มิลลิเมตร

130 x 71
x 9.9 มิลลิเมตร

น้ำหนัก

105 กรัม

150 กรัม

135 กรัม

149 กรัม

n/a

n/a

OS

S-Class UI

Symbian

Palm® webOS™

Symbian

Symbian

Windows Mobile® 6.1 Professional

CPU

n/a

n/a

n/a

ARM
Cortex-A8

n/a

Qualcomm® Snapdragon QSD2850

ความเร็ว CPU

n/a

n/a

n/a

600 MHz

n/a

1 GHz

หน่วยความจำในตัวเครื่อง

ROM
2GB NAND
Flash

SDRAM
1 GB

ROM
n/a

SDRAM
n/a

ROM
n/a

RAM
n/a

ROM
n/a

RAM
n/a

ROM
n/a

RAM
n/a

ROM
n/a

RAM
n/a

พื้นที่หน่วยความจำ

8 GB

32 GB

8 GB

8 GB/ 16 GB

n/a

512 MB

การ์ดความจำ

microSDHC

microSDHC

-

microSDHC

microSDHC

microSDHC

หน้าจอ

3 นิ้ว
TFT
262, 144 สี
480 x 800 px

3.5 นิ้ว
TFT
16.7 ล้านสี
360 x 640 px

3.1 นิ้ว
320 x 480 px

3.7 นิ้ว
OLED
16.7 ล้านสี
360 x 640 px

3.5 นิ้ว
TFT
16.7 ล้านสี
360 x 640 px

4.1 นิ้ว
TFT
65, 536 สี
480 x 800 px

การเชื่อมต่อ

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

UPnP

บลูทูธ 2.1

WiFi 802.11b/g

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

DLNA

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

DLNA

บลูทูธ 2.0

WiFi 802.11b/g

กล้องดิจิตอล

5 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

5 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

3 ล้านพิกเซล

8 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

12 ล้านพิกเซล

ออโต้โฟกัส

3.2 ล้านพิกเซล

ระบบค้นหา

ทางดาวเทียม

A-GPS

A-GPS

GPS

GPS /

A-GPS

GPS /

A-GPS

GPS /

A-GPS

วิทยุเอฟเอ็ม

มี

RDS

-

RDS

RDS

-

แบตเตอรี่

1, 000 mAh

1, 500 mAh

n/a

1, 500 mAh

n/a

n/a

อื่นๆที่น่าสนใจ

รองรับไฟล์วีดีโอ
DivX/Xvid

FM transmitter

คีย์บอร์ด QWERTY

บันทึกวีดีโอความละเอียดสูง

หน้าจอแบบ
มัลติทัช

คีย์บอร์ด
QWERTY

รองรับไฟล์วีดีโอ
DivX/Xvid

บันทึกวีดีโอความละเอียดสูง

DNSe 2.0

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสในแบบของ
โซนี่ อีริคสัน

แฟลช Xenon
คุณสมบัติกล้องหลากหลาย

ควบคุมฟังก์ชั่นด้วยการเขย่าตัวเครื่อง

รองรับแอพพลิเคชั่น Facebook และ YouTube

โทรศัพท์มือถือทุกรุ่นทุกยี่ห้อต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างไป แม้ว่าโทรศัพท์ทัชสกรีนอาจจะมีการทำงานบนระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเดียวกัน แต่ภายในนั้นก็ยังมีสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ บริโภคในหลายระดับ การที่จะมีรุ่นออกมาได้ดีที่สุดที่ตรงใจเต็มร้อยนั้นคงไม่มี คงต้องใช้การพิจารณาข้อมูลประกอบเพื่อให้คะแนนด้วยตัวคุณเอง ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำแบบนี้การเลือกโทรศัพท์สักรุ่นหนึ่งจึงควร ไตร่ตรองให้ดี เลือกสิ่งที่คุ้มค่า และเหมาะสมตรงความเป็นตัวคุณที่สุด

The history of Nightwish



The idea of Nightwish was "born" in July 1996 at midnight when Tuomas was spending a night with his friends around a campfire. The first three songs, which were acoustic mood music, were recorded between October and December 1996. At that time, the band had three members: Tuomas, Tarja and Emppu.

1997

The band wanted to see what the music would sound like if drums were added (Jukka joined the band). Also at this time, the acoustic guitar was replaced with an electric. After a couple of weeks of training, the band went to the studio this was in April 1997. At that time seven songs were recorded. These songs can be found on the limited edition of the album Angels Fall First.
In May 1997, Nightwish signed a recording contract with Spinefarm for two records. That August, the band went to the studio and recorded four new songs. Before the release of Angels Fall First, a single called The Carpenter was released, and made it to number eight on the official singles chart in Finland. Angels Fall First was released in early November and went number 31 on the official album chart in Finland. Nightwish played their first gig in Kitee on the 31st December 1997. After that Nightwish played only seven gigs in the following winter because Jukka and Emppu were in the army and Tarja was busy with her studies. Nightwish and at this time, Spinefarm extended the contract to include three records instead of two.

1998

In April 1998, they started filming the first video, The Carpenter. It was ready in early May and was first played on Jyrki. In late May, Tuomas and Tarja interviewed on that show. In the following summer, the bassist Sami Vänskä joined the band.
During the summer, songs for the new record were rehearsed and the band went to the studio in early August; the recordings were finished in late October. On November 13th, Nightwish played a gig in Kitee during which, a video for Sacrament of Wilderness was filmed. That song's single was released on November 26th and the new record called Oceanborn was released on December 7th.
Everybody was surprised by the success of Oceanborn. It went up to fifth place on the official Finnish album chart and the single Sacrament of Wilderness was the number one on the singles chart for weeks.

1999

In winter 1999, Nightwish played a lot of gigs all around the country for three months which included a gig on the Lista chart show program. In spring Oceanborn was first released outside of Finland. In May, the band started to play gigs again and toured the country for two and a half months, playing in almost all of the big rock festivals. At the same time the single Sleeping Sun was recorded, which was written for the eclipse in Germany. In August, the single was released in Germany and it also included the songs Walking in the Air, Swanheart, and Angels Fall First. In Germany alone the single sold 15,000 copies in just one month. In August, Nightwish learned that Oceanborn and Sacrament of Wilderness had sold gold. At the same time it was confirmed that Nightwish would be touring Europe for 26 gigs with the German band Rage.

2000

In early 2000 the band entered the studio again for the recording of their third album. A welcome interruption came to the repetitive studio work when they took part in the Finnish qualification for the Eurovision Song Contest with the song Sleepwalker. Nightwish cleared the first round of the qualification, but the final position was second despite an overwhelming win in the public televoting.
The new album, Wishmaster, was released in May and the Wishmaster Tour started from Kitee, the home town of the band. After the show, the band received gold discs for the album Oceanborn and the singles Sacrament of Wilderness, Walking in the Air, and Sleeping Sun. Wishmaster went straight to number 1 on the Finnish album charts and stayed in that position for three weeks, during that time, it also reached the gold disc mark. Wishmaster was approved by both the fans and the media and it was named the album of the month by the German magazine Rock Hard in their issue 6/2000, past the long-awaited new releases by Bon Jovi and Iron Maiden.
Wishmaster also debuted in the National German Charts at No. 21 and No. 66 in France! The "Wishmaster World Tour", which started from Kitee, continued first to the big festivals in Finland and then to South America in July 2000. The three-week tour in Brazil, Chile, Argentina, Panama and Mexico turned out to be one of the band's greatest experiences so far. This was followed by successful shows at Wacken Open Air, Biebop Metal Fest and the first headliner European tour with Sinergy and Eternal Tears Of Sorrow. In November, Nightwish also played two shows in Montreal, Canada.
The next project of Nightwish included the making of a full-length concert DVD & VHS with a limited live album (only for Finland). The concert was performed in Tampere on the 29th of December 2000. The material was released in April 2001 in Finland and worldwide during the summer of 2001. At the end of the show, Nightwish were given platinum discs for "Wishmaster" and gold discs for the single "Deep Silent Complete".

2001

In March 2001 Nightwish entered the studio again to record their version of Gary Moore's classic Over The Hills And Far Away, with 2 new songs and a remake of Angels Fall First's "Astral Romance". The Finnish release for this EP was in June 2001. The German version of "Over The Hills And Far Away" (released by Drakkar) includes 6 live tracks in addition to the 4 unreleased songs. Nightwish has also extended the record deal with Spinefarm Records with one full-length album, which was set to be released in Summer 2002.
The video for the track "Over the Hills and Far Away", which had rapidly sold platinum in Finland as a mini-CD, was shot in August 2001 in Finland. The tour in Finland the same year ended in Nivala, and the band was close to disbanding. Tuomas went hiking and gathering his thoughts in Lappland; some changes had to be done in order for Nightwish to be able to continue. According to his own words, Tuomas wanted to end the band due to prolonged disagreements within the band. Luckily, that didn't happen. But something happened, a lot in fact. Sami Vänskä, who had been with them since Oceanborn, had to leave. Marco Hietala, known from Tarot and Sinergy, promised to step in as a replacement for the next album and tour. King Foo Entertainment became their new booking agency, and long-time friend and colleague, Ewo Rytkönen, was to become their manager. To celebrate the "new beginning", the first official shop for fan-products, Nightwish-Shop, was opened on the band's homepage on November 24th 2001, a month before Christmas. The recording of the next album Century Child started in January 2002.

2002

The beginning of 2002 brought Nightwish good news, in comparison to previous rough times. As a band and as individual musicians they were voted to the top on many domestic and foreign magazines reader's polls. The fans had not abandoned them after the changes, on the contrary. Ever Dream, the first single from the forthcoming album, went gold in Finland within 2 days. At the same time Nightwish announced they would take a break as soon as the "Century Child World Tour 2002" would be over, Tarja would finish her educations in Germany during the break. That announcement brought up all kinds of speculations among fans. Sami leaving the previous Fall, now a break that would last a year...
Century Child came out in May 2002 and made a sales record, selling gold in Finland within 2 hours! Within two weeks it sold platinum (30,000 copies) and continued selling rapidly. At the same time Nightwish held the top-position in both singles-and album charts, for their first time ever. Foreign countries responded, too: in Germany, Century Child went straight to number 5 and in Austria, number 15, those two being the band's highest positions abroad so far. In July, Nightwish toured successfully in South America, where nearly all gigs sold out. In Brazil, the first edition of Century Child was sold out in one day, and the successful European tour that year didn't go unnoticed by booking agencies. Many European gigs were broadcasted live on the internet, needless to say the connections were often jammed. At its most, nearly 10,000 fans were trying to follow the live feed. Having sold an astonishing 59,000 copies in Finland, Century Child was the country's 2nd best selling album in 2002. The first visit to Sweden took place on 16th November 2002, in Fryshuset, Stockholm. The break started in late 2002, and sure enough there was no rest for the guys. Jukka played with Sethian and Bitch Driven, Tuomas with Sethian, For My Pain..., and Timo Rautiainen & Trio Niskalaukaus, Emppu played with Altaria, and Marco with Tarot. All in all the break wasn't to last nearly a year, back on the road...

2003

The beginning of 2003 saw more good results in reader's polls of various magazines, and a studio was booked in order to start recording the next album, planned to be released the next year. Happenings also at the home-front: Jukka and his girlfriend Satu had a daughter, Luna, on March 11, 2003. Nightwish received their first double-platinum award for Century Child, having sold 60,000. The band performed mostly abroad in 2003, the only gig in Finland was at RMJ 2003 on June 20th. The second visit to Sweden took place at the sold out "Gates of Metal"-festival in Hultsfred. During 2003, the forthcoming DVD-documentary End of Innocence was being put together, and it's release was postponed a few times due to huge amount of material.
In May 2003, Tarja Turunen announced that she had secretly gotten married a few months earlier, and would be moving back to Finland. The DVD "End of Innocence" was finally released on October 6th 2003, and at that point, Nightwish had already started recording the next album. Their fifth album "Once" would be the most important release in the history of Nightwish. Meanwhile, Finland's President, Tarja Halonen, had also taken note of Nightwish's achievements and invited Tarja Turunen and her husband Marcelo Cabuli to the annual independence-day party held at the presidential residence. Tarja's dress was voted as the most beautiful dress that evening.
Before the Christmas of 2003 Nightwish auctioned their "Century Child World Tour"-backdrop, and donated all the money to charity. The outcome was 1,750 EUR, and was given to Parikanniemi's Children's home in Ristiina on December 2003. The funds were handed out by Tarja Turunen, Michael "Big Tini" Leipold from Germany became the new proud owner of the backdrop.


2004

The year 2004 was eagerly expected by both the fans and the band. Exhausting studio-sessions took their toll both physically and mentally. The actual recording took place at the Phoenix-studios in London, the same studio and with the same orchestra (The Academy of St. Martins in the Field) that Howard Shore used for writing the score for "The Lord of the Rings"-trilogy. Orchestral-and choral arrangements were written by Pip Williams, who has produced "Status Quo"and "riah Heep" Big time, great expectations!
Nemo was the first single released off the forthcoming album, and a big-budget video was made. The director was Antti Jokinen, who had previously worked with Shania Twain and Eminem.
With the new album, Nightwish had some changes with the recording contract, and the new material was released by Nuclear Blast. Good old Spinefarm Records would still handle the distribution in Finland. Nuclear Blast spent a considerable amount of money marketing Once, especially in Germany. Pictures of Nightwish and Once were splattered all over the television-channels, subways, buses and streets, and the press wasn't forgotten either. Every German will know Nightwish by now.
Once went gold in Finland on its day of release, as did the single "Nemo". Nightwish started a world Tour of 150 concerts in all continents, the tour lasted until the end of 2005. This tour was be the biggest in the history of Nightwish so far. The album "Once" sold gold in Finland immediately on its release day, as did the single "Nemo". In May 2004, Nightwish started the Once World Tour. The Once World Tour lasted until the end of October 2005. There were about 130 gigs all over the world, including new countries such as Japan, Australia, Colombia, Ecuador, Poland, Slovenia, Portugal, Denmark, and Greece. The tour was the biggest in Nightwish's history. From month to month the venues grew bigger and the news told about success.
The second single, Wish I Had An Angel, was released in Autumn 2004. The song's video was directed by Uwe Boll, director of the movie "Alone In The Dark", in which the song was also played. The second single was again a great success and boosted the sales of the Once album.
In August, Nightwish finally made it to the USA! The tour was very successful and they planned to come back for a bigger tour in 2005. After the tours in Europe and South America in the Autumn of 2004, and some separate gigs in December, the band had some time off in January 2005.

2005

In February 2005, Nightwish won five awards in Emma-Gala (Finnish Grammy). Among the others they won awards for "The Band of the Year" and "The Best Selling Album of the Year". Tuomas and Marco flew from European tour to Helsinki to receive the awards. The last show in the European tour was so far the biggest gig of their own, in Stuttgart there were 10,001 people watching the show!
In March, Nightwish performed the first time in Japan and Australia; in April and May, they had to have a break because of Tarja's other interests, but at the end of May the band started the tour again by playing with Iron Maiden in Poland and with Mötley Crüe in Norway.
In July, the 3rd single, a new version of Sleeping Sun, was released since the record label had decided to use it to promote the forthcoming collection Highest Hopes. The new version of the video for "Sleeping Sun" was directed by Joern Heitmann and shot in August 2005 in Prague. During the Autumn 2005, Nightwish played several shows and performed in the legendary Hammersmith Apollo Venue for sold out seats. After a short festival tour in South America (in October), the Once World Tour was coming to an end. The final concert was played on 21 October for 11,500 people in Hartwall-Arena in Helsinki. The concert was also recorded to be released as an End of an Era live DVD.
After the last concert, Tuomas, Emppu, Marco and Jukka fired Tarja Turunen, and her manager Marcelo Cabuli. The reason for this was because during the Once Tour their attitude and actions had turned out to be against almost all that Nightwish represents. As one may guess, the news of the firing was followed by an incredible sensation and hullabaloo. Once the nearly ridiculous fuss was finally starting to calm down in the end of 2005, Nightwish was able to look to the future and wait for an adequate singer to be found.
By the end of 2005, "Once" has sold approx. 1,000 000 copies worldwide as well, it has sold triple platinum in Finland, platinum in Germany, and gold in Sweden, Norway, Switzerland, Greece, and Austria. The "Highest Hopes" collection has sold double platinum in Finland and gold in Norway by the end of the year 2005.

2006

The year 2006 began with good news for Nightwish: Their "Highest Hopes" Best-Of compilation had not only crossed the Finnish Double Platinum mark of 60,000 sold copies, it was also Finland's best-selling album of 2005, having sold more than 65,000 times. With the media frenzy finally slowing down, the band members found time to concentrate on the important things again. Tuomas had already written the majority of the new songs, Emppu recorded some new tunes with the Finnish hard rock band Brother Firetribe, Marco returned to the Tarot camp to record the eagerly awaited album "Crows Fly Black" and Jukka had his own business projects going on.

In March, Nightwish brought home two prizes from the Emma Gaala. The band was awarded an Emma as "Best Finnish Artist 2005" and one for "Most Sold Album 2005". In the same month, the band officially started to look for a new vocalist through an open call for auditions on their website. In April, the Finnish music video awards, the Muuvi, brought more happy news to Nightwish. The jury awarded the band a Silver Muuvi for their "Sleeping Sun" video, shot in 2005. The video also made it to the second place in the public voting. May finally brought two long-expected releases. The Nightwish book, written by Mape Ollila, was released in Finland. Shortly after, Nightwish's second full-length live DVD "End Of An Era" was released and reached gold status in Finland after just one day. It was later certified gold in Germany and France as well. In the following weeks, the band retreated to their summer camp to rehearse the new songs and have a good summer. Meanwhile, the media kept themselves busy with unending speculations about the new singer.

In September, Nightwish went to the studio to begin recording the next album.

2007

The auditions for the position as new lead singer ended in mid-January. All in all, the band had received and listened to more than 2,000 demos from singers from all over the world. Exciting news that was followed by the announcement of the first new live shows, scheduled to happen in the USA and Canada in October and November.

On May 24th, all speculating and waiting was put to an end when Nightwish introduced their new lead singer, Anette Olzon. Within minutes, the news was all over websites and news stations around the world. One day later, the first single "Eva" was released as an internet-only single. The single's entire revenue was donated to a children's charity.

In June, the band went to Los Angeles to shoot two videos for their upcoming singles "Amaranth" and "Bye Bye Beautiful". Both were directed by the renown Finnish director Antti Jokinen, who had already worked with Nightwish for their "Nemo" video. "Amaranth" was released in August and sold gold in just two days in Finland. It made good charts positions all across Europe and went straight to the top of the single charts in Finland, Hungary and Spain.

The new album "Dark Passion Play" was released in late September and had a very successful start all across the world. It was awarded double platinum in Finland after just two days and received four more gold awards so far. The album entered the charts at the top position in several countries. The world tour is booked, first shows already sold out, the new era has begun...